Kiehls Tokyo 2015 Trip Day1 01

จะบอกว่าตั้งแต่เราเป็น  Blogger มาก็ 8 ปี ได้ไปทริปเดินทางต่างประเทศกับแบรนด์ต่าง ๆ มาเป็นสิบ ๆ รอบ แต่ไม่เคยได้ไปญี่ปุ่นเลย!!!  คราวนี้ได้ไปญี่ปุ่นกับแบรนด์ที่รักเราจึงแฮปปี้เป็นพิเศษ คราวนี้ได้บินกับป้าม่วงเจ้าจำปีเราเลยได้โอกาสใช้สิทธิ์เข้า Lounge ของการบินไทยจากการเป็นสมาชิกบัตร VISA Signature ซะหน่อย ก็แอบรู้สึกว่าไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ถ้าเป็นสมาชิก King Power ระดับ Scarlet ขึ้นไปก็จะได้เข้า King Power Platinum Lounge ดีกว่านะ เรามองว่า Lounge การบินไทยจะดีก็ต่อเมื่อเราบิน Bisness Class หรือ First Class ของเขาเท่านั้นแหล่ะ

Day 1 : Hello Tokyo

ไฟลท์บินมาถึงโตเกียวนาริตะในตอนเช้า เรานั่งรถมาถึงที่โรงแรมเพื่อฝากกระเป๋าเอาไว้ก่อนเนื่องจากเวลาเช็คอินต้องหลังบ่ายสามขึ้นไปนู่น ที่พักของเราอยู่ในย่านชินจูกุที่ไม่ได้ไกลจากสถานีรถไฟหลักมากนักจึงสามารถเดินไปกินข้าวกลางวันแถวสถานีได้อย่างไม่ลำบากนัก ร้านอะไรไม่รู้ ไม่ได้สนใจจริง ๆ อาหารรสชาติปานกลางจ้า

หลังจากอิ่มกันแล้วเราก็นั่งรถแท๊กซี่ายังบริเวณ Roppongi Hills เพราะgเราได้ข่าวว่าที่ Mori Art Museum จะมีการเอาผลงานชิ้นเอกของ Takashi Murakami มาจัดแสดงล่ะ

ใครที่ไม่รู้จักศิลปินคนนี้ก็ไม่แปล แต่เราเชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นผลงานของเขาผ่านตามาโดยที่ไม่รู้จักว่าเป็นงานของเขา ชิ้นที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตาคงไม่พ้นการออกแบบลายพิมพ์ให้กับทาง Louis Vuitton ที่เนรมิตรลายโมโนแกรมให้มีสีสั้นสดใสและลายการ์ตูนที่แปลกตา และยังเคยออกคอลเลคชั่นกับ Shu Uemura เมื่อปี 2013 ด้วยนะ

งานของ Murakami โดดเด่นตรงที่ใช้วัฒนธรรมการ์ตูนของญี่ปุ่นเข้ามา และเทคนิคการสกรีนสีลงบนผืนภาพเป็นชั้นซ้อนไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไปดูที่ผลงานใกล้ ๆ เราจะเห็นว่ามันมีความนูนของสี มีลายและ texture ที่สำคัญคือความละเอียดของผลงานที่บางชิ้นถึงกับต้องตะลึงเลยล่ะ

ส่วนเรื่องคุณค่าทางศิลปะการตีความบอกตามตรงว่าเราดูไม่ออกเพราะเราไม่ใช่คนที่มีหัว แต่แค่การไปดูก็ทำให้ฉงนว่าเขาทำสิ่งนี้ออกมาได้ยังไงนะ?

ผลงานชิ้นเอกของมุราคามิที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในงานศิลปะภาพเขียนที่ยาวที่สุดในโลกเพราะมีความยาวกว่า 100 เมตร และมีส่วนสูงถึง 3 เมตร ในรูปนี่เป็นแค่ส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้น

ผลงานนี้มีชื่อว่า The 500 Arhats ที่มุราคามิทำขึ้นเพื่อมอบให้เป็นของขวัญกับประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่นในตอนที่ประเทศเจอกับภัยพิบัติเมื่อปี 2011 กับแผ่นดินไหวครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมกับซึนามิที่ทำให้เกิดมหันตภัยทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดนับจากเหตุการณ์เชอโนบิล

นอกจากงานภาพเขียน ภาพพิมพ์แล้ว งานปั้นก็มีนะ มันเป็นอะไรที่บางทีเราก็ไม่คิดว่ามันจะมาอยู่ในมิวเซียมแบบนี้คือ รูปลักษณ์ของตัวแคแรคเตอร์มันมีความเป็นของเล่นที่หาซื้อได้ในร้านขายของเล่นแต่ในสเกลกับรายละเอียดและความยิ่งใหญ่ระดับงานศิลป์ ดูแล้วก็แบบสับสนดีเหมือนกัน

หลังจากดูงานศิลป์ที่เราก็ดูไม่ค่อยเข้าใจความหมายอะไร รู้แต่ว่ามันสวยดีแล้ว เราก็วางแผนจะไปที่ย่าน Omotesandō ซึ่งเป็นย่านชิค ๆ เก๋ ๆ คูล ๆ ของบรรดาฮิปสเตอร์เขา พอดีว่าเราแอบมีนัดนวดหน้าเอาไว้ก่อนแล้ว เราเปิดดูจากใน Google Map แล้วเห็นว่าเออ เหมือนไม่ไกลเท่าไหร่ นักรถไฟไปเป็น 1 สถานี เราจะลองเดินดูดีไหมนะ?

ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่เดิน เพราะว่ามันไม่ใช่การเดินบนทางราบปกติแต่ทางที่ไปนี่มันขึ้นลงเนินเขาเลยนะ เรียกว่าหอบเอาเรื่องเหมือนกัน แต่การเดินลัดเข้าตามซอกซอยทำให้เราเห็นมุมของเมืองโตเกียวในแบบที่เราจะไม่เห็นถ้าเราไปแต่ย่านช็อปปิ้งหรือท่องเที่ยว ตามซอยเล็ก ๆ เขาก็มีสายเสาไฟและสายไฟฟ้าสายโทรคมนาคมนะ เขาไม่ได้เก็บลงดินหมด แต่สายเหล่านั้นถูกเรียงและเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนในซอกซอยถึงจะเล็กแต่ก็เดินทางได้สะดวก ที่นี่ไม่มีรถจอดเกะกะขวางทาง รถทุกคันจะจอดเฉพาะในที่จอดที่มีการตีเส้นกำหนดไว้โดยทางการหรือในพื้นที่เท่านั้น เราเคยดูสารคดีและรู้มาว่าที่ญี่ปุ่นใครจะซื้อรถจะต้องมีการยืนยันว่าเรามีที่จอดรถด้วยไม่ใช่มาจอดริมถนน จอดหน้าบ้านเกะกะขวางทางใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่จอดรถของตัวเองแบบบ้านเรา ซึ่งเราว่ามันดีอ่ะ แต่การที่เขาทำแบบนี้ได้และการที่คนไม่ค่อยใช้รถยนต์ส่วนตัวก็เพราะเขามีระบบขนส่งสาธารณะที่เพียบพร้อมและไว้ใจได้

บางครั้งเรามองต่างเมืองและเห็นว่ามันดีแต่การจะเอาเข้ามาใช้กับบ้านเราทันทีคงจะยาก เราต้องมองโดยภาพรวมและสิ่งที่เกี่ยวโยงกัน หากเราจะเข้มงวดเรื่องการมีที่จอดรถ หรือจะลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เราก็ต้องมีทางเลือกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ดีพอให้ประชาชนด้วยเหมือนกัน

ในย่าน Omotesandō จะเต็มไปด้วยบูติคและร้านค้าที่เป็น Flagship Store และ Concept Store อยู่ตามซอกซอยต่าง ๆ หนึ่งในนั้นก็คือแบรนด์ที่เรารู้จักกันอย่าง THREE ซึ่งที่นี่เขาไม่ได้มีแค่ขายสกินแคร์หรือเครื่องสำอางแต่เขานำเสนอวิถีชีวิตในแบบปรัชญาของแบรนด์ THREE ไม่ว่าจะเป็นการมีคาเฟ่เล็ก ๆ ที่นำเสนอเมนูจากผลผลิตแบบออร์แกนิค เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้านจากศิลปินและแบรนด์ที่มีแนวคิดปรัชญาร่วมกัน และสปาที่มอบประสบการณ์ตามแบบฉบับที่เขาได้สร้างเอาไว้

ก่อนที่เราจะไปเที่ยวทริปนี้เราไปฟังบรรยายเรื่องเทรนด์ของเครื่องสำอางมาพอดีและเรื่องการทำการตลาดและสร้างแบรนด์โดยเฉพาะแบรนด์ที่เน้นเกี่ยวกับธรรมชาติหรือแบรนด์ที่ค่อนข้างจะเฉพาะกลุ่มหน่อย การสื่อสารเพื่อให้คนเข้าใจเอกลักษณ์ ภาพลักษณ์ และซึมซับความเป็นแบรนด์ได้ง่ายที่สุดก็คือผ่านการให้แนวทางการใช้ชีวิตของ Concept Store แบบนี้นี่แหล่ะ

ทำให้เราเห็นชัดเลยนะว่าการสร้างเครื่องสำอางมาขาย กับการสร้างแบรนด์ มันคนละเรื่องกัน อันนี้เราอยากจะบอกกับใครที่คิดว่าจะมาทำเครื่องสำอาง ถ้าคุณแค่จะทำเครื่องสำอางขายเอาเงินเราบอกเลยว่าไม่ยากหรอก รวยด้วย แต่ถ้าคุณจะจริงจังกับการสร้างแบรนด์ คุณเตรียมจมเงินกันได้เลยในช่วงแรก ๆ เพราะมันไม่ง่ายและใช้เงินมหาศาล การขายแบบไม่สนใจสร้างแบรนด์มันทำอะไรก็ได้ไง จะทำการตลาดเลวชั่วช้าผิดกฏหมายใครจะตายยังไงก็ไม่สนใจ แถมขายได้ไวกว่าด้วยเพราะคนที่อยากสวยแต่ไม่ใช้สติยั้งคิดก็มีเยอะและเงินก็หลุดจากกระเป๋าคนพวกนี้ง่าย  พอชื่อแบรนด์นี้เสียไปก็ไปสร้างแบรนด์ใหม่มาขายต่อ   แต่การสร้างแบรด์ที่จริงจังมันทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ มันมีความด่างพร้อยไม่ได้ มันต้องคิดเยอะ มันทำอะไรสั่ว ๆ ไม่ได้ บางครั้งเราเห็นคนที่ทำงานในแบรนด์ระดับโลกที่เขาสร้างภาพกันมาแทบเป็นแทบตาย แต่ด้วยความที่คงไม่ใช่เจ้าของแค่อยากได้กระตุ้นยอดกันตายเลยไปใช้วิธีที่ได้เงินจริง ได้ยอดจริง แต่ภาพลักษณ์แบรนด์ที่สร้างมาป่นปี้ไม่มีเหลือ เราก็แอบเสียดายเหมือนกันนะ

แต่เป็นว่าการนวดหน้าที่ THREE Aoyama ทำเราหลับสนิท แถมกรนด้วย อ๊ายอาย

หลังจากที่เราเสวยสุขบนเตียงสปาไปแล้วเราก็กลับมาที่โรงแรมเพื่อเช็คอินเอากระเป๋าไปหย่อนและออกมากินอาหารเย็นแบบจริงจังกัน ร้านที่ทาง Kiehl’s พามาในครั้งนี้คือร้าน Gonpachi ซึ่งอย่าถามว่ามายังไงเพราะเรานั่งแท๊กซี่มา ไป Google ดูกันนะ ไม่ยากเกินไปหรอก

ร้านนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า Kill Bill Restaurant ด้วยนะ แต่ว่าเป็นอีกสาขานึงแถวใกล้ ๆ กับ Roppongi Hills สาขานี้มากินนี้เป็นสาขาอันอื่นที่ก็พยายามสร้างบรรยากาศให้คล้ายกัน
หลายคนเข้าใจว่าGonpachi เป็นหนึ่งในฉากถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง Kill Bill แต่ว่าไม่ถูกซะทีเดียวเพราะว่าจริงๆ แล้วร้านนี้เป็นต้นแบบมากกว่า ส่วนฉากที่ถ่ายทำภาพยนต์จริงๆถูกสร้างขึ้นในโรงถ่ายภาพยนต์ล่ะ

เมนูที่กินมีหลากหลาย แต่ที่เราว่าเด็ดดวงคือของย่างขั้นเทพ 3 ไม้ ได้แก่ฟัวกราส์ที่ย่างมากำลังดีตัดรสด้วยสตอรว์เบอรี่ญี่ปุ่นหวานอมเปรี้ยว เนื้อวากิวย่างก็ทำให้เราปลื้ทปลิ่มในความนุ่มและชุ่มฉ่ำ ส่วนปลาโทโร่โรยเกลือย่างนี่แค่คิดยังขนลุกไม่หาย เราซัดไปเยอะมากจริง ๆ

นอกจากของย่างแล้วที่นี่ซูชิก็ดีนะ เทมปุระดูไม่ใช่เมนูเด่นแต่ว่าเขาทอดมาได้ดีมาก แป้งกรอบไม่กระด้างและไม่อมน้ำมัน อร่อยมาก ของหวานที่นี่เราขอแนะนำ Kazumochi & Kinako Ice Cream with black syrup ที่อร่อยม๊ากกกกก โมจิหนึบๆ  เหมือนวาราบิโมจิกับไอศครีมที่หอมนุ่มกินแล้วเพลินปาก เมนูที่ห้ามสั่งคือเยลลี่เกรพฟรุ๊ตเพราะขมม๊ากกกกกก ค่าเสียหายเราไม่ทราบเพราะไม่ได้จ่ายเอง ชะละล่าาาาาาา

หลังจากอิ่มแล้วก็ถึงเวลานอน ทริปนี้ทาง Kiehl’s พาเรามาพักที่ Hilton Tokyo ที่อยู่ใจกลางย่านตึกที่ทำการสำคัญแถบชินจูกุซึ่งถนนน่าเดินมาก ต้นไม้เต็มไปหมดเลย แถมมีสวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลด้วย และแน่นอนว่าทางแบรนด์ก็จะมีชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตั้งแต่หัวจรดเท้ามาให้ตามที่เราคาดเอาไว้ แต่ที่ไม่ได้คาดก็คือถุงผ้าลายพิเศษที่น่ารักม๊าก เราชอบสะสมถุงผ้าของ Kiehl’s มากเพราะว่าลายจะน่ารัก เก๋ไก๋ แต่ไท่ค่อยเอามาใช้เพราะกลัวมันโทรมแล้วหาใหม่ไม่ได้ล่ะ

ทริปนี้เราเอาปลั๊กต่อที่ซื้อมาเพื่อการเดินทางโดยเฉพาะเป็นปลั้กที่มีช่องเสียไฟ 1 ช่อง และ  USB 4 รู ทำให้เราไม่ต้องมานั่งพกอะแดพเตอร์ USB หลายอัน พกแค่สาย USB ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสายยาวมาด้วยเพราะเอาใช้ชาจอุปกรณ์และ Power Bank เป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงพอกับการท่องเที่ยวของเราพอดีเลย 1ปลั้กไฟสำหรับชาตแบตกล้อง และ USB สำหรับ iPhone / Power Bank / Pocket Wifi และอีกรูเอาไว้เผื่อในกรณีมีอุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม (เช่น GoPro) เป็นอุปกรณ์ที่สะดวกมาก เราแนะนำให้ลองหามาใช้กัน

Day 2 : Asia Symposium

หลังจากได้ใช้เวลาวันแรกเต็มวันอย่างอิสระในโตเกียว วันที่สองนี้ก็ถึงเวลาทำงานแล้วจ้า การมาในครั้งนี้ก็เพื่อมาร่วมงาน Kiehl’s Asia Symposium ซึ่งจะเป็นการอัพเดทเทรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะจางจำหน่ายในช่วง 1 ปีนับจากนี้ โดยผลิตภัณฑ์เด่นในวันนี้คือการออกมาสก์ถึง 2 ตัวด้วยกันซึ่งก็ตอบโจทย์กับเทรนด์อะไรหลายอย่างของเครื่องสำอาง อย่างแรกเลยคือกระแสการใช้ Facial Mask นั้นบูมมากด้วยเหตุผลหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพยายามหาตัวช่วยในการแก้ปัญหาผิวแบบเร่งด่วน และการที่ผลิตภัณฑ์ประเภทมาส์กเป็นอะไรที่นำมาใช้ได้ง่ายไม่ต้องมีการปรับลดหรือเอามาแทนผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ประจำวัน ซึ่ง Kiehl’s : Tumeric & Cranberry Seed Energizing Radiance Masque ก็ตอบโจทย์ด้วยการเป็นมาสก์พอกและขัดผิวในหนึ่งเดียวที่ทำให้ผิวดูไบร์ทขึ้นทันทีหลังใช้

อีกเทรนด์หนึ่งก็คือเรื่องของมลภาวะที่เป็นประเด็นใหญ่โดยเฉพาะในแถบเอเชียที่เป็นลูกค้าสำคัญของเขาอย่างในจีนที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นมลภาวะในระดับเข้าขั้นวิกฤติในหลายพื้นที่เลยล่ะ อานุภาคของมลภาวะหรือ Particulate Matter (PM) ที่มาขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนลงไป หรือ PM2.5 นั้นมักมาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงต่างๆ ที่ฟุ้งลอยในอากาศ มลภาวะขนาดเล็กกว่าเส้นขนหลายเท่านี้สามารถแทรกเข้าไปรูขุมขนและก่อให้เกิดอนุมูลอิสระและการอักเสบจนก่อปัญหาในระยะยาวกับผิวของเราได้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และการทำให้เกิดปัญหาสิวเนื่องจากการกระตุ้น lipidperoxidation ก็ได้เช่นกัน ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีสกินแคร์ที่เคลมในเรื่องของการต่อกรกับ PM2.5 มากขึ้น ซึ่งทาง Kiehl’s : Cilantro & Orange Extract Pollutant Defense Masque เคลมว่าสารสกัดของเขาจะช่วยทำให้อานุภาคของ PM2.5 เกาะติดผิวได้ยากขึ้นและทำให้การล้างออกจากผิวทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อันนี้เสริมให้ว่าเทรนด์ที่แตกต่างกันของมาส์กในแต่ละซีกโลกก็มีบ้างคือในขณะที่แถบเอเชียการใช้มาส์กแผ่นนั้นเป็นที่นิยมมากแต่ในฟากตะวันตกนั้นการใช้มาสก์ที่เป็นเนื้อครีม โคลนที่อยู่ในหลอดหรือในกระปุกกลับได้รับความนิยมมากกว่า

ส่วนใครที่สงสัยว่าเจ้ากระปุกขาวนี่คืออะไร มันคือบาล์มบำรุงผิวสำหรับผิวแห้งมากซึ่งอากาศติดลบก็ยังเอาอยู่ แต่แน่นอนว่าตัวนี้ไม่มีขายในไทยนะจ๊ะ

อาหารกลางวันทาง Kiehl’s ก็อยากให้เราอินกับการใช้ส่วนผสมขจากธรรมชาติเพื่อบำรุงความงามมากขึ้นก็เลยจัดอาหารกลางวันให้เราเป็นเมนูมังสวิรัติ ตอนแรกเราก็คิดว่าเอ่อ…จะดีหรอ… แต่พอไปเจอกับสิ่งที่วางบนโตีะแล้วต้องร้องว้าาวเลย คือมันดูน่ากินและสีสันก็สวยงามมาก ส่วนรสชาตินั้นไม่ผิดหวังเลย มันอร่อยและกลมกล่องจริง ๆ เมนูที่เราชอบมากคือปอเปี๊ยะไส้อะโวคาโด เราชอบการปรุงรสของเขา มันอร่อย มันกลมกล่อม มันไม่ใช่อาหารที่จืดชืด แต่เป็นอาหารมังสวิรัติที่เรากินจนหมดและขอเติมเพิ่มเลยล่ะ

ในช่วงตอนบ่ายจะเป็นการซักถามและพูดคุยกับทีมของ Kiehl’s ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Dr.Geoff Genesky ซึ่งเป็นหัวหน้าที่ดูแลแลปสกินแคร์ของแบรนด์นี้นั่นเองล่ะ ในระหว่างที่เรารอทีมจากประเทศอื่น ๆ ทั่วเอเชียเข้าไปพูดคุย เขาก็มีจัดกิจกรรมให้เราได้ฆ่าเวลากันด้วยอย่างเช่นลองทำเคส iPhone ด้วยการแปะดอกไม้แห้งแล้วก็ราดทับด้วยอะครีลิค (เขาเอาไปราดให้) หรือจะลองชิมเมนูน้ำผัดผลไม้ปั่นสด หรือชิมชากลิ่นหอม ๆ และให้เราเลือกเอากลับบ้านได้ตามที่เราชอบด้วยนะ

หลังจากนั้นเราก็ไปชมบรรยากาศของโตเกียวยามคำคืนกันที่ Tokyo Tower ซึ่งผ่านการถูกทำลายมานับครั้งไม่ถ้วนโดยก็อตซิลล่า กาเมร่า และอุลตร้าแมน จนทำให้เราได้รับบทเรียนว่าถ้าจะซื้อบ้านเราไม่ควรซื้อใกล้ Landmark สำคัญเพราะมันจะเป็นจุดที่มักถูกโจมตีเป็นอันดับแรกจากสัตว์ประหลาดและมนุษย์ต่างดาว

วางถุงกาวลงก่อน คือ Tokyo Tower ทำขึ้นมาเพื่อเป็นเสาส่งสัญญาญโทรทัศน์ล่ะและได้รับแรงบันดาลใจมาจากหอไอเฟลที่ฝรั่งเศสด้วย โตเกียทาเวอร์ยังมีส่วนของหอสังเกตการณ์ซึ่งเราต้องจ่ายเงินเพื่อขึ้นลิฟท์ไปชมกัน

ร้านอาหารเย็นของเราอยู่ตรงข้ามกับ Tokyo Tower เลย ชื่อว่า The Place of Tokyo เป็นการเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการจากทางทีมของ Kiehl’s ประเทศญี่ปุ่นล่ะ หลังจากที่เรากลับไปโรงแรมเราก็กลับไปกินชีสเค้กของ Plabo กับน้องนีน่าและน้องทรายกันที่ห้องก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปนอนเพื่อเตรียมรับมือกับวันรุ่งขึ้น

Day 3 : Time extended

หลังจากที่คืนแรกหลับยาวจนไมไ่ด้มาลองกินอาหารเช้าของโรงแรม วันนี้เราตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าต้องตื่นมากินให้ได้ อาหารเช้าของ Hilton Tokyo จัดว่าดีเลยล่ะ มีมุมอาหารเช้าแบบตัววันตก และก็มีแบบญี่ปุ่นเต็มสูบ เครื่องต้ม โจ๊ก โอเด้ง และผักดองต่าง ๆ มีให้เลือกมากมายและรสชาติดี

หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็มีเวลาเล็กน้อยออกมาเดินสำรวจดูรอบ ๆ โรงแรมและพบว่าในตอนเช้าก็มีบรรดาหนุ่มสาวออฟฟิตเดินไปทำงานกันขวั่กไขว่ อากาศที่นี่ราว 18 องศาในตอนเช้า มีแสงแดดอ่อน  ๆให้รู้สึกอบอุ่น กับทางเท้าที่ไม่มีแผงลอย ต้นไม้สูงที่มีร่มเงาให้ตลอดเส้นทาง ทำให้การเดินเท้าในแถบนี้ดูไม่น่าเบื่อเลยนะ

งานหลักในวันนี้และเป็นานสุดท้ายก่อนปิดกิจกรรมทั้งหมดในทริปนี้ก็คือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจมากอย่าง Kiehl’s : Dermatologist Solutions Nightly Refining Micro-Peel ซึ่งเคลมว่าให้ผลในการผลัดผิวได้เทียบเท่ากับการทำ Chemical Peel โดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ระคายเคืองผิว นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็น Pre-Treatment และ Post-Treatment คู่กับการทำ Chemical Peel โดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะให้ประโยชน์ในการทำให้ผิวสามารถทนรับกับการทำ Chemical Peel ได้ดียิ่งขึ้น โดย Dr.Adam Geyer แพทยืผิวหนังที่มีชื่อเสียงจากนิวยอร์คก็มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการทำ Chemical Peel ด้วย

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของเอนไซม์ที่ได้มาจากเปลือกของเมล็ดคินัวซึ่งปกติแล้วจะเป็นสิ่งที่เหลือทิ้งจากการบวนการผลิตอาหาร ดังนั้นการค้นพบว่าสิ่งเหลือใช้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของชาวบ้านที่ผลิตคินัวได้ด้วยล่ะ

ในช่วงพักทางทีมงานของ Kiehl’s ญี่ปุ่นก็มีกิจกรรมให้เราได้ลองใส่ชุดประจำชาติของเขาด้วยนะ มาทริปนี้ได้ลองอะไรหลายอย่างในแบบที่ถ้าเรามาเองคงไม่ได้ทำอย่างเช่นการใส่ชุดยูคาตะแบบเต็มยศนี่แหล่ะ

หลังจากเสร็จกิจกรรมทั้งหมดทาง Kiehl’s ก็พาเรามาที่ร้าน Nobu เพื่อเลี้ยงอาหารมื้อก่อนที่เราจะจากลากันไป อาหารมื้อนี้อร่อยมาก ปลาบปลื้มที่สุด Tuna Tataki & Grilled Scallop Sashimi Salad with Marsuhida Dressing เนื้อหอยเชล์และทูน่าสดที่จี่กระทะร้อนมาได้สุกนอกดิบในคงความเด้งดึ๋งเข้ากันกับซอสเค็มเปรี้ยวและหอมในปาก Wagyu Roast Beef with Wasabi Pepper Sauce เน้นวากิวแบบมีเดียมแรร์ที่นุ่มชุ่มเคี้ยวเพลิน แต่สิ่งที่ประทับใจมากคงจะหนีไม่พ้น Mashed Potato หรือมันฝรั่งบดที่ไม่รู้เขาทำได้ยังไงให้มันช่างเนียนนุ่มและมีความหนึบได้ขนาดนี้ เป็นมันบดที่อร่อยที่สุดที่เราเคยกินมาเลยล่ะ

ทริปนี้เป็นครั้งแรกเลยที่ปูเป้ขออยู่ต่อหลังจากเสร็จกิจกรรมทั้งหมดแล้ว ปกติเรามากับแบรนด์เราก็จะกลับไปพร้อมกันแต่คราวนี้มาญี่ปุ่นฉันจะไม่พลาด เราตัดสินใจอยู่ต่ออีก 3 วันซึ่งเราก็จองโรงแรมอะไรเอาไว้เรียบร้อยและมั่นใจมากว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนด้วยดีจนกระทั่งในระหว่างที่เรานั่งรถกลับไปที่ Hilton Tokyo เพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้ เราพบว่าเราจองโรงแรมผิดวัน!!! คือจองพลาดไป 1 วัน และถ้าวันนี้เราไม่หาโรงแรมเราจะไม่มีที่ซุกหัวนอนนะจ๊ะ

ถ้าเป็นแต่ก่อนเราต้องเดินตระเวณหาโรงแรมใกล้ ๆ หรือให้ทางโรงแรมที่เราพักก่อนหน้าช่วยเช็คว่ามีห้องว่างรึเปล่า แต่ในยุคที่มีตัวช่วยในการเดินทางเต็มไปหมด เราสามารถหาที่พักผ่านทางออนไลน์ และใน App ของสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ปูเป้จึงเลือกโรงแรมที่อยู่ในรัศมีไม่ไกลจากโรงแรมที่อยู่เดิมมากนักและมีราคาไม่โหดจนเกินไป คืนละราวสองพันบาทเป็นเรทที่เรายอมรับไหวก็เลยไปได้ Business Hotel Yamashiro ซึ่งอยู่เลยเข้าไปดงบาร์ Host ของชินจูกุ ทำให้เราได้แวะเดินมาเห็นโรงภาพยนต์ TOHO ซึ่งมีหัวก็อตซิลล่าขนาดเท่าจริงตั้งอยู่ด้วยล่ะ

โรงแรมนี้มีสามชั้นและเป็นที่พักแบบญี่ปุ่น ห้องที่พักถือว่าใช้ได้เลยนะ มีห้องน้ำ และห้องอาบน้ำแยกกัน และตอนนอนเราก็ปูฟูกด้วยตัวเองด้วยล่ะ ข้อเสียคือไม่มีลิฟท์ต้องแบกกระเป๋ากันอ้วกแตกเลย

หลังจากที่เก็บของอะไรเรียบร้อยแล้วเราก็นัดเจอกับเพื่อนที่นางตั้งใจมาโตเกียวเพื่อที่จะมาเที่ยวกับเราโดยเฉพาะเลย จริงๆ เราตั้งใจว่าจะไปกินเนื้อย่างกันที่ร้านชื่อดังแถวสถานีชินจูกุนี่แหล่ะแต่ว่ามันเต็ม!!! รอบที่จะจองได้ก็มีพรุ่งนี้ตอนห้าทุ่มครึ่ง อ่านไม่ผิดหรอกคุณ ห้าทุ่มครึ่งจริง ๆ เรามองตากันดับเพื่อนแล้วแบบว่าเอาวะแม่งไม่ได้มากันบ่อย ๆ เอาให้เต็มที่ไปเลย ห้าทุ่มครึ่งเจอกันกับเนื้อย่าง

คืนนี้เราเลยเดินไปหาอะไรกินที่ Lumine Est ตรงสถานีชินจูกุนั่นแหล่ะ ชั้นบน ๆมีร้านของกินมากมายเลยที่เราไม่รู้จัก เราก็เลยลองสุ่มไปกินสักร้านนึงที่มีชื่อว่า The Station Grill  ซึ่งเราสั่งเมนูสำหรับฤดูใบไม้ร่วงอย่าง Hamburg Cream Sauce with 5 kinds of Mushroom ซึ่งครีมซอสของญี่ปุ่นไม่ทำให้เราผิดหวังเพราะเข้มข้นถึงรสครีมจริง ๆ และเนื้อแฮมเบิกร์ข้างในก็ยังชุ่มฉ่ำ เรารู้สึกเลยว่าการมญี่ปุ่นเราสุ่มเดินเข้าร้านอาหารไปเหอะเราว่าอร่อยเกือบทุกร้านเท่าที่ลองมา

คืนนี้เรารีบกลับไปอาบน้ำนอนเพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าไปตะลุยกันทั้งวันเลยล่ะ