มีใครรู้จัก Aviance กันบ้างเอ่ย? ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยปูเป้เชื่อว่าทุกคนน่ารู้จัก Unilever เครือยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่รอบตัว (รวมถึงของกินด้วย) ถูกต้องแล้ว… Aviance คือแบรนด์ในแผนก Luxury หนึ่งเดียวของ Unilever นั่นเอง แบรนด์นี้เปิดตัวครั้งแรกน่าจะประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว เพราะสมัยที่ปูเป้ยังเป็นเฟรชชี่ก็เคยเป็นสมาชิกอยู่พักนึงเหมือนกัน

ใครที่ขี้เกียจอ่าน อยากดูรายละเอียดแบบคร่าว ๆ ก็คลิกดูที่วีดีโอกันได้เลยจ้า

พอดีทางแบรนด์ได้ส่ง Aviance : Dermaceutical EX Essential Cells Advance Serum (30ml / 4,267 THB) ผลิตภัณฑ์ที่พึ่งออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมามาให้ลอง แต่ปูเป้ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่งเลยเอามาพูดถึงช้าไปนิดนึง (ทว่าเนื้อหายังคงจัดเต็มให้เช่นเดิมนะจ๊ะ)

คุณสมบัติของเซรั่มขวดนี้ที่ทางแบรนด์หยิบชูขึ้นมาก็คือ “ช่วยต่อต้านความร่วงโรยครบทุกมิติ ให้ผิวเปล่งประกาย แลดูอ่อนเยาว์ตึงกระชับ รูขุมขนแลดูกระชับ สีผิวดูสม่ำเสมอและกระจ่างใส” ซึ่งก็ไม่ได้ฟังดูแตกต่างจากเซรั่มร้อยล้านพันแปดยี่ห้อในท้องตลาดซึ่งเคลมในแบบเดียวกัน แต่ถ้าบอกว่าคุณสมบัติเหล่านี้ได้มาจาก “การต่อต้านโลหะหนัก” ล่ะ? ฟังดูน่าสนใจขึ้นบ้างไหม?

Heavy Metal หรือ โลหะหนัก (ไม่ใช่แนวดนตรีบ้าหลุดโลก) อย่างเช่น ตะกั่ว นิกเกิ้ล แคดเมี่ยม โครเมี่ยม ปรอท ทองแดง เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติรอบตัวเรานี่แหล่ะ จริง ๆ แล้วบางตัวโลหะหนักบางตัว อย่าง โครเมี่ยม ทองแดง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตของเราเหมือนกัน เมื่ออยู่ในปริมาณที่เหมาะสม แต่เมื่อโลหะหนักนั้นมีปริมาณที่มากไปและสะสมเมื่อไหร่ก็จะเป็นปัญหาเมื่อนั้น

เซลล์ผิวของเราเจอผลกระทบจากโลหะหนักมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่ายกาย คนที่อาศัยในเมืองที่มีมลพิษหนาแน่นก็จะเจอกับสารเหล่านี้มากกว่าส่วนอื่น ๆ เจ้าโลหะหนักสามารถก่อให้เกิดปัญหาผิวอย่างเช่น การระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ ผื่นแพ้สัมผัส (Dermatitist) อาการแพ้ (Allergic Reaction) ได้ โดย นิกเกิ้ล เป้นโลหะหนักที่พบอาการแพ้ได้บ่อยที่สุด (นิกเกิ้ลมักใช้เป็นส่วนประกอบของเหรียญและเครื่องประดับ)

การศึกษาพบว่า โลหะหนัก โดยเฉพาะนิกเกิ้ล มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการแสดงออกของยีนส์ของเซลล์ผิว (Keratinocyte) กระตุ้นเอนไซม์ Matrix-Metalloproteinases 1 กับ 3 และ 9 ที่ทำลายคอลาเจนด้วย ผลกระทบจากโลหะหนักยังรวมถึงการเพิ่มขึ้นของอนุมูลอิสระ และทำให้โครงสร้างของ DNA เสียหาย ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงกับความเสื่อมของผิวโดยรวม

(Source : Hazards of heavy metal contamination, Metal allergy–a review on exposures, penetration, genetics, prevalence, and clinical implications., Nickel sensitization, hand eczema, and loss-of-function mutations in the filaggrin gene., Analysis of metal ion-induced DNA damage, apoptosis, and necrosis in human (Jurkat) T-cells demonstrates Ni2+ and V3+ are more toxic than other metals)

นักวิทยาศาสตร์พบว่า “พืช” มีกระบวนการอันชาญฉลาดในการปกป้องตัวเองจากผลกระทบของโลหะหนัก นั่นก็คือการสร้างสร้างเปปไทด์ขนาดเล็กซึ่งมีคุณสมบัติในการดึงดักจับอานุภาคของโลหะหนักเอาไว้ไม่ให้ไปทำลายเซลล์ เรียกว่า ‘Phytochelatins’ และโปรตีนที่มีคุณสมับติในการดักจับโลหะหนัก เรียกว่า ‘Metallothioneins’

ส่วนผสมหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ตัวนี้คือ Lycoskin Defence™ จากบริษัท CRB ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หรือที่ทาง AVIANCE ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า STEMACELL™ (ปูเป้คาดว่า CRB ก็น่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตภัณฑ์เซรั่มตัวนี้ให้ทาง Aviance ด้วยเช่นกัน) โดยรายละเอียดของ Lycoskin Defence™ นั้นมีการตีพิมพ์ลงใน International Journal of Cosmetic Science เมื่อปี 2011 เอาไว้ด้วยดังนี้

Lycoskin Defence™ หรือ Solanum Lycopersicum Callus Culture Extract ได้มาจากการนำใบของมะเขือเทศพันธุ์ Lycopersicon Esculentum มาแยกสเต็มเซลล์และทำการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ โดยมีการกระตุ้นเพื่อให้เซลล์มีการผลิตสาร ‘Phytochelatins’ เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ก่อนจะนำมาสกัดเพื่อใช้ในเครื่องสำอาง

ผลการทดสอบแบบ In-Vitro แสดงว่า Solanum Lycopersicum Callus Culture Extract นั้นมีคุณสมบัติในการดักจับและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโลหะหนัก ได้แก่ ลดการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการแสดงออกของเอนไซม์ MMP ที่จะทำลายคอลาเจน ปกป้อง DNA จากความเสียหาย กระตุ้นการแสดงออกของยีนส์ SIRT-1 เพื่อยืดยายุของเซลล์ และกระตุ้นการสร้างคอลาเจน TYPE I และ IIIแถมยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก

สิ่งเดียวที่ยังมีข้อกังขาอยู่คือการศึกษาทั้งหมดนี้ทำแบบ In-Vitro หรือในหลอดทดลอง ซึ่งการนำมาใช้กับสิ่งมีชีวิตนั้นอาจจะเหมือนหรือต่างไปก็ได้ อย่างไรก็ดี ทางผู้ผลิตสารตัวนี้กำลังทำการทดสอบแบบ In-Vivo อยู่คาดว่าน่าจะมีการตีพิมพ์ออกมาในอีกไม่นานนี้แหล่ะนะ โดยส่วนตัวแล้วปูเป้มองว่า ถึงคุณสมบัติอื่น ๆ จะใช้ไม่ได้ผลเลย แต่อย่างน้อยสารตัวนี้ก็ยังเป็นแอนติออกซิแดนท์ที่ดีมากได้อีกหนึ่งตัว และใช้ในความเข้มข้นที่ต่ำด้วย

(Source : Differential gene expressions in arbuscular mycorrhizal-colonized tomato grown under heavy metal stress, A tomato stem cell extract, containing antioxidant compounds and metal chelating factors, protects skin cells from heavy metal-induced damages., Tomato stem cell extract can protect skin cell from heavy metal stress)

ส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ก็ได้แต่ Squalane ที่มีความคล้ายคลึงกับ Lipid ตามธรรมชาติของผิว ส่วนผสมของสารกันเสียอย่าง Phenoxyethanol นั้นถูกกำหนดให้ใช้ในความเข้มข้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1% ดังนั้นส่วนผสมอื่น ๆ ที่อยู่หลังจากนี้ก็น่าจะมีน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1% ด้วยเช่นกัน โดยมี Sodium Hyaluronate และ Panthenol เป็นตัวที่ให้ความชุ่มชื้นและผลในการลดเลือนริ้วรอยจากความแห้งกร้านได้ มีวิตามินเอในรูป Retinyl Palmitate วิตามินซีในรูป Sodium Ascorbyl Phosphate และวิตามินอีในรูป Tocopheryl Acetate มาให้เพื่อเป็นแอนติออกซิแดนท์

สารสกัดจากเปลือกต้นทับทิมเท่าที่หาดูเหมือนจะมีคุณสมบัติในการยับยังเชื้อแบคทีเรียได้ (ก็น่าจะใช้เป็นสารกันเสียได้) สารสกัดจากดอกเดซี่ Bellis Perennis Flower Extract ในที่นี้น่าจะเป็น Belides NP ของบริษัท CLR ที่ใช้เป็นไวท์เทนนิ่ง แต่ก็ใส่มากเท่าที่เอกสารของผู้ผลิตแนะนำ รวมถึงสารสกัดจากรากต้นโบตั๋นที่ใช้เป็นไวท์เทนนิ่งได้เช่นกัน

โดยภาพรวมจากสาร Active ที่ให้มานั้น สิ่งที่คาดหวังได้ดูจะเป็นการช่วยเติมความชุ่มชื้น และช่วยในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก ที่เหลือเราก็ต้องมาลองดูกันว่าสารสกัดสเต็มเซลล์จากใบของมะเขือเทศ จะช่วยปกป้องและช่วยฟื้นบำรุงผิวเราได้มากแค่ไหนแล้วล่ะ

เนื้อเซรั่มมีความข้นและขุ่นเล็กน้อย เมื่อแห้งก็ไม่รู้สึกว่าหนึบหนับเท่าไหร่ ให้ความชุ่มชื้นได้บ้าง และจะทำให้ผิวรู้สึกเนียน ๆ ขึ้นนิดหน่อยหลังใช้ซึ่งน่าจะเป็นผลจากซิลิโคนบางตัวในนี้ โดยรวมเนื้อสัมผัสน่าจะเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยส่วนตัวนั้นยังไม่เจอปัญหาเมื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้อยู่ในขณะที่ทดลองเซรั่มขวดนี้ เซรั่มตัวนี้มีส่วนผสมของน้ำหอมแต่กลิ่นก็ออกบาง ๆ ไม่ฉุนมาก แต่จะชอบกลิ่นหรือไม่ก็แล้วแต่คน (ส่วนตัวปูเป้ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ล่ะ)

หลังจากที่ทดลองใช้มาสักระยะหนึ่ง ปูเป้ก็บอกไมได้เหมือนกันว่าเซรั่มตัวนี้มีประสิทธิภาพมากแค่ไหนในการจัดการกับโลหะหนักในชีวิตประจำวัน (ไม่รู้จะวัดยังไง) แต่ผิวก็รู้สึกไบร์ทขึ้น ดูไม่หมอง เรื่องริ้วรอยดีขึ้นหรือไม่ก็ยังตอบไมได้เพราะว่ายังไม่มีปัญหานี้อย่างชัดเจน (เพราะป้องกันมาดี) เรื่องรูขุมขนก็ไมได้เห็นว่ามีความแตกต่างอะไรนักระหว่างก่อนหรือหลังใช้

Ingredients : Water, Glycerin, Butylene Glycol, Polymethylsilsesquioxane, Pentylene Glycol, Caprylic/Capric Triglyceride, Squalane, Alcohol Denat,, PEG-8, Dimethicone, Phenoxyethanol, Niacinamide, Limnanthes Alba Seed Oil, Sodium Hyaluronate, Tocopheryl Acetate, Methylparaben, Panthenol, Dimethiconol, Retinyl Palmitate, Xanthan Gum, Acrylates/C10-30Alkyl Acrylate Crosspolymer, Disodium EDTA, Perfume, Propylparaben, Sodium Ascorbyl Phosphate, Helianthus Annuus Seed Oil, Sclerotium Gum, Sodium Lactate, Sodium PCA, Chondrus Cripus Powder, Butyrospermum Parkii Butter Extract, Oryza Sativa Starch, Hydroxyethyl Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer, Sodum Hydroxide, Bellis Perennis Flower Extract, Punica Granatum Bark Extract, Magnesium Aspartate, Zinc Gluconate, Polysorbate 60, Paeonia Suffruticosa Root Extract, Potassium Sorbate, Hydrolyzed Rice Protein, Oryza Sativa Bran Oil, Sodium Benzoate, Solanum Lycopersicum Callus Culture Extract, Copper Gluconate, BHT, Fructose, Glycine, Inositol, Lactic Acid, Urea, Diacetyl Boldine.

ถ้าให้สรุป ปูเป้มองว่า Aviance : Dermaceutical EX Essential Cells Advance Serum นำเสนออีกทางเลือกในการปกป้องผิวที่เหมาะกับชีวิตคนเมืองเป็นอย่างมาก เพราะว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษจริง ๆ ผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่เราใช้กันอยู่ก็ต้องมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่ถ้าเสริมผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจับกับโลหะหนักเพื่อลดการเกิดอนุมูลอิสระแต่ต้นก็ดูจะเป็นการปกป้องที่ดียิ่งขึ้นไปด้วย อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจก็คือผู้ที่ไมได้มีปัญหาสีผิวคล้ำหรือจุดด่างดำ แต่ผิวดูหมองไม่สดใส และสงสัยว่ามลพิษในเมืองอาจจะเป็นสาเหตุ ก็สามารถมองเซรั่มขวดนี้ไว้เป็นตัวเลือกได้เช่นกัน

จะว่าไปจริง ๆ แล้วการต่อต้านโลหะหนักนั้นไม่ใช่แนวคิดอะไรที่ใหม่นักหรอกนะ มันถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางมาพักใหญ่แล้วล่ะ แต่ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่สามารถอธิบายถึงหลักการในการทำงานและไม่มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาอย่างเจ้าสเต็ทเซลล์จากใบมะเขือเทศนี้

สนนราคาต่อขวดอยู่ที่ ราคา 4,267 บาท (สมาชิกจะมีส่วนลด 25% สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็จะเหลือ 3,200 บาท) ก็สูงไม่หยอก แต่ก็เป็นเซรั่มที่ใช้ส่วนผสมที่ค่อนข้างใหม่ และก็ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นในไทยที่ใช้สารชนิดนี้ โดยส่วนตัวแล้วปูเป้มองว่าถ้าไม่มีเจ้าสเต็มเซลล์ใบมะเขือเทศแล้ว ส่วนผสมอื่น ๆ ก็สามารถหาได้ในเซรั่มที่ราคาถูกกว่านี้ล่ะ

สำหรับคำถามว่า “จะแพ้มั้ย” “ใช้แล้วอุดตันรึเปล่า?” เป็นคำตอบที่ปูเป้บอกไม่ได้ครับ อาการแพ้เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปในทุก ๆ คน สำหรับการอุดตันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวโดยรวมของแต่ละคนเอง นอกจากนี้คนเรายังไวต่อการอุดตันของสารแต่ละตัวไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นก่อนจะซื้อผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม ควรทดสอบและทดลองใช้ก่อนทุกครั้งครับ

ps. Stem Cell ที่ใช้ในเครื่องสำอาง ไม่ใช่การใส่ Stem Cell ที่มีชีวิตลงมาในขวด (ต่อให้ใส่มาจริงมันก็ไม่รอด เพราะไม่ใช่สภาพที่จะรักษาชีวิตของเซลล์ได้) จากข้อมูลที่หามาได้และจากความเข้าใจของปูเป้นั้น สารสกัดที่ได้มาจาก Stem Cell ของพืชซึ่งใช้ในเครื่องสำอาง ก็อารมณ์เดียวกับสารสกัดจากใบ ต้น ราก ดอก นั่นแหล่ะ เพียงแต่การสกัดจาก Stem Cell อาจได้สารประกอบบางชนิดที่ต้องการในปริมาณที่มากกว่าสกัดจากส่วนอื่น ๆ หรือสารบางชนิดอาจจะสกัดมาได้เฉพาะจาก Stem Cell ของพืชเท่านั้น

ดังนั้น คำว่า Stem Cell ในเครื่องสำอาง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคในมนุษย์ด้วย Stem Cell เลยแม้แต่นิดเดียว กรุณาอย่าหลงคำชวนเชื่อและคำโฆษณาเกินจริงด้วยจ้า

ข้อดี

– ส่วนผสมที่ช่วยลดผลกระทบของโลหะหนัก ที่มีการศึกษาตีพิมพ์
– เนื้อสัมผัสที่เหมาะกับทุกสภาพผิว
– ขวดปั้มสีแดงลดการสัมผัสแสง (แต่จะดีกว่านี้ถ้าเป็นขวดทึบ)
– มีสาร Actives หลายชนิด

ข้อเสีย

– มีส่วนผสมของน้ำหอม
– ยังไม่มัการศึกษาแบบ In-Vivo ของเสต็มเซลล์จากใบมะเขือเทศ
– ถ้าตัดสารสกัดจากเสต็มเซลล์ใบมะเขือเทศออกไป เซรั่มนี้จะดูธรรมดาไปเลย

***Sponsored Item***

– Aviance : Dermaceutical EX Essential Cells Advance Serum