ปี 2020 นี้เป็นการครบรอบ 38 ปี ของเซรั่มสุดคลาสสิคอย่าง Advanced Night Repair หรือ ANR ที่เราเรียกกันติดปาก การปรับสูตรล่าสุดเป็นรุ่นที่ 5 นี้ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น Estee Lauder : Advanced Night Repair Synchronized Multi-Recovery Complex (50ml / 4,700 BAHT) ซึ่งใช้เทคโนโลยี Chronolux™ Power Signal โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของ Epigenetics และโมเลกุลสัญญาณขนาดเล็กที่สื่อสารกับการทำงานของผิว ซึ่งเราจะมาอธิบายให้อ่านกันว่ามันคืออะไร เข้าใจไม่ยากจ้า

Epigenetics คือศาสตร์ที่อธิบายว่าสภาพแวดล้อมภายนอกนั้นมีผลต่อการทำงาน การแสดงออก หรือการเปิดและปิดการทำงานของ ยีน (gene) ผ่านโมเลกุล RNA ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสัญญาณที่ทำหน้าที่เปิดหรือปิดยีนในการผลิตโปรตีนเฉพาะนั้น ๆ ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ก็ทำหน้าที่หลายอย่างในร่างกายของเรา

อาจฟังดูเป็นเรื่องยากแต่จริง ๆ เราอยู่กับมันอยู่ทุกวัน ยกตัวอย่างเช่นแสงยูวี มลพิษ การพักผ่อนไม่พอ เหล่านี้คือสภาพแวดล้อมที่ทำให้การแสดงออกของยีนที่ทำลายคอลลาเจนหรือยีนที่กระตุ้นการอักเสบทำงานมากขึ้นและทำให้เราแก่ไว ในทางตรงกันข้ามการอาศัยในที่มลพิษน้อยหรือการใช้สกินแคร์ที่ปกป้องผิวจากรังสียูวี หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารบำรุงต่าง ๆ ก็เหมือนการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการไปสร้างโปรตีนที่ทำลายผิวได้น้อยลงหรือไปช่วยเปิดให้เกิดการสร้างโปรตีนที่ซ่อมแซมผิวมากขึ้น ทำให้ผิวแก่ช้าหรือทำให้ผิวซ่อมแซมตัวเองดีขึ้น อะไรแบบนี้เป็นต้น

มีวีดีโออธิบายเรื่อง Epigenetics ที่เข้าใจง่ายมากจาก TED-Ed ซึ่งถ้าคุณสนใจเราก็อยากแนะนำให้ (คลิกที่นี่) เพื่อไปรับชมกัน ถึงฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องก็ สามารถกด CC แบบบรรยายไทยได้ด้วย

เทคโนโลยี Chronolux™ Power Signal ใหม่นี้ได้อัพเดทจากสูตรก่อนหน้าด้วยการเพิ่มส่วนผสมสำคัญอย่าง Adansonia Digitata Seed Extract หรือสารสกัดจากเมล็ดต้น Baobab ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าจะช่วยเสริมคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอยและทำให้ผิวรู้สึกกระชับ ซึ่งโดยหลักการแล้วก็เกี่ยวข้องกับเรื่องการปิดเปิดการทำงานของโปรตีนพวกนี้แหล่ะ โดยจะขออธิบายในส่วนต่อไป

Product’s Formula

จากการค้นข้อมูลก็ได้พบกับสิทธิบัตรที่ทาง Estee Lauder ยื่นจดไว้และได้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็มุ่งเน้นไปที่เรื่องของ MicroRNA ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนชุดคำสั่งสัญญาณที่ไปสั่งการทำงานต่าง ๆ ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยเคลมว่า Adansonia Digitata Seed Extract นั้นเป็น MicroRNA 146a Activator ซึ่งมีผลโดยตรงกับ Period Homolog gene และระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ ซึ่งไปเสริมกับกลไกกับส่วนผสมเดิมที่เคยมีอยู่ก่อนหน้า 

และในสิทธิบัตรยังระบุว่าสารสกัดตัวนี้นั้นมาจากบริษัท Ashland ซึ่งบริษัทนี้ก็มีการตีพิมพ์การศึกษาว่าสารสกัดจากเมล็ด Baobab นี้เป็นการสกัดเอาสาร MicroRNAs จากพืชด้วยกรรมวิธีพิเศษ เมื่อทดสอบกับผิวที่เพาะเลี้ยงพบว่ามีการแสดงออกที่มากขึ้นของการสร้างคอลลาเจน จึงสามารถใช้เป็นส่วนผสมที่ใช้เพื่อต่อต้านริ้วรอยได้ ซึ่งก็ฟังดูดี

นอกจากสารสกัดใหม่ที่ว่ามานี้แล้ว Chronolux™ Power Signal ก็ยังคงมีส่วนผสมที่คุ้นเคยในสูตรก่อนหน้า อย่าง Tripeptide-32 ซึ่งเคลมเรื่องโปรตีน Period Gene ในการช่วยให้นาฬิกาชีวภาพของผิวมีการทำงานอย่างสอดประสานกันอย่างที่ควรจะเป็น และเป็นหัวใจสำคัญของ ANR มาหลายยุค กับ Yeast Extract หรือ Autophagy Activator และ Hydrolyzed Algin หรือ Proteosome Activator ซึ่งมีการเคลมเอาไว้ว่าช่วยเสริมการขจัดสิ่งที่เซลล์ไม่ต้องการออกไปเพื่อให้เซลล์ทำงานได้ตามปกติ

นอกจากนั้นก็คือส่วนผสมที่ยืนพื้นมาอย่างยาวนาน อย่าง Bifida Ferment Lysate ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของชั้นปราการปกป้องผิว โดยหากอิงจากในสิทธิบัตรแล้ว ANR ใส่มาเข้มข้นมากถึง 20% เลยทีเดียวล่ะ กับ Lactobacillus Ferment (Adasomes™) ที่ในสิทธิบัตรเคลมว่าช่วยปกป้อง DNA จากความเสียหายโดยสภาพแวดล้อม และมีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้น สารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด และส่วนผสมที่ช่วยต้านการระคายเคืองผิว ปราศจากน้ำหอม

สรุปสั้น แล้ว ANR สูตรใหม่นั้นยังเป็น ANR ที่คุณเคยรักเหมือนเดิม แต่เพิ่มส่วนผสมของ Baobab ที่เคลมว่าช่วยเรื่องการลดเลือนริ้วรอยมาเพิ่ม ในราคาเท่าเดิม

จริง ๆ การพยายามใช้ MicroRNA หรือสารกลุ่มนี้ในเครื่องสำอางนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ผู้บริโภคจะไม่รับรู้เนื่องจากข้อจำกัดของกฏหมายและนิยามของเครื่องสำอางที่ยังล้าหลัง ข้อมูลยังชี้ว่าวงการเครื่องสำอางมีการมองหาโมเลกุลสัญญาณเหล่านี้ในการพุ่งเป้าไปที่กลไกต่าง ๆ ของผิวไม่ว่าจะเป็นเรื่องริ้วรอย เรื่องเมลานิน เรื่องความชุ่มชื้นของผิว แต่ข้อจำกัดสำคัญก็คือการนำส่วนผสมเหล่านี้ให้สามารถแทรกผ่านผิวชั้นนอกของเราได้นั้นก็เป็นความท้าทายสำคัญและต้องอาศัยเทคโนโลยีของระบบนำพาเข้ามาช่วย ซึ่งระบบนำพานั้นเป็นข้อจำกัดที่การดูส่วนประกอบข้างกล่องไม่สามารถบอกได้ (เว้นแต่จะมีการวิจัยของผลิตภัณฑ์ตีพิมพ์ออกมาให้อ่านกัน)

ต้องหมายเหตุเอาไว้ด้วยว่าข้อจำกัดของสิทธิบัตรในการนำมาอ้างอิงคือ เงื่อนไขในการจดสิทธิบัตรคือมันต้องเป็น Novel ไม่ซ้ำใครเฉย ๆ ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องใช้งานได้หรือทำได้จริงเพื่อจด ดังนั้นสิ่งที่เขาจด อาจจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ต้องมีการตีพิมพ์งานวิจัยออกมาและคนอื่นมาทดลองทำก็ต้องให้ผลที่ได้แบบเดียวกันด้วย ซึ่งก็ต้องรอดูข้อมูลกันเพิ่มเติมในอนาคต แต่เราอยากเอามาเล่าให้อ่านเก็บข้อมูลกัน จะได้รู้ว่าโลกเบื้องหลังวงการเครื่องสำอางและผิวพรรณเขาไปล้ำไกลเกินกว่านิยามของเครื่องสำอางมานานแล้วนะ

(Source : Topical compositions and methods for stimulating mir-146a in skin cells, Plant Small RNAs: A New Technology for Skin Care, Use of small RNA as antiaging cosmeceuticals)

Ingredients : Water\Aqua\Eau, Bifida Ferment Lysate, PEG-8, Propanediol, Bis-PEG-18 Methyl Ether Dimethyl Silane, Methyl Gluceth-20, Glycereth-26, PEG-75, Butylene Glycol, Adansonia Digitata Seed Extract, Tripeptide-32, Sodium Hyaluronate, Yeast Extract\Faex\Extrait De Levure, Lactobacillus Ferment, Cola Acuminata (Kola) Seed Extract, Anthemis Nobilis (Chamomile) Flower Extract, Hydrolyzed Algin, Pantethine, Caffeine, Lecithin, Sodium RNA, Bisabolol, Squalane, Glycerin, Oleth-3 Phosphate, Caprylyl Glycol, Oleth-3, Oleth-5, Choleth-24, Hydrogenated Lecithin, Jojoba Wax PEG-120 Esters, Ceteth-24, Tocopheryl Acetate, Carbomer, Triethanolamine, Tetrasodium EDTA, BHT, Xanthan Gum, Potassium Sorbate, Disodium EDTA, Phenoxyethanol, Red 4 (CI 14700), Yellow 5 (CI 19140) <ILN47580>

Usage & Result

การเปลี่ยนแปลงในแง่รูปลักษณ์คือเขาเปลี่ยนจากขวดพลาสติกมาเป็นขวดแก้วที่มีเส้นสายเรียบหรูดูดีมีราคามากขึ้น ดูเหมือนขวดจะใหญ่กว่าแต่กล่องกระดาษที่ใส่มากลับเล็กกว่าสูตรเก่า ดูเป็นการพยายามลดเรื่องของแพคเกจจิ้งให้มีเท่าที่จำเป็นซึ่งก็เป็นเทรนด์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทาง Estee Lauder ก็โฟกัสอยู่เหมือนกัน

เนื้อสัมผัสนั้นคล้ายเดิม แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสูตรเก่าเราพบว่าสูตรใหม่จะมีความเหลวกว่าเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความชุ่มชื้นได้มากขึ้น  จากสูตรมีการปรับเพิ่มและมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของพวก Humectant  อย่าง PEG-8 และ Emoliients อย่าง Jojoba Wax PEG-120 Esters มาบ้าง น่าจะเป็นสิ่งที่อธิบายถึงเนื้อสัมผัสที่เปลี่ยนไปบ้างและคุณสมบัติในการเก็บกักความชุ่มชื้นที่ดีขึ้นโดยไม่ทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์รู้สึกหนักผิวเพิ่มเติมไปมากกว่าสูตรเดิม

โดยรวมแล้วเรารู้สึกว่า ANR สูตรใหม่นี้ตอบโจทย์เรามากขึ้นแม้ว่าเนื้อสัมผัสจะไม่ได้บางลงได้เท่าที่เราอยากจะให้เป็น แต่การให้ความชุ่มชื้นที่มากขึ้นโดยที่ไม่เปลี่ยนเนื้อให้หนักขึ้นกว่าเดิมไปก็ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้น

ในช่วงนี้เราใช้สกินแคร์น้อยขั้นตอนมากเพราะช่วงนี้ต้องใส่หน้ากากทุกวันเวลาออกจากบ้าน ทาเยอะแล้วจะหนักหน้า สิวจะขึ้น โดยตอนนี้มีแค่ล้างหน้า เช็ดโลชั่นน้ำ ลงเซรั่มหลักมีเพียง Estee Lauder : Advanced Night Repair Synchronized Multi-Recovery Complex ทาคู่กับ Estee Lauder : Perfectionist Pro Rapid Brightening Treatment with Ferment² + Vitamin C แต่เรารู้สึกว่าความชุ่มชื้นมันถึงพอ และผิวโดยเฉพาะบริเวณหางตาและใต้ตามันละเอียดและอิ่มฟูดีทั้งที่จุดนั้นเราไม่ได้ทับด้วยหน้ากากและไม่ได้อัดสกินแคร์หลายขั้นตอนเหมือนแต่ก่อน

Conclusion

โดยสรุปแล้ว Estee Lauder : Advanced Night Repair Synchronized Multi-Recovery Complex นั้นก็คือ ANR ที่คุณคุ้นเคยแต่เปลี่ยนไปเล็กน้อยในทางที่ดีขึ้น โดยหลักมันคือเซรั่มพื้นฐานที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพผิว สามารถใช้ได้  มุ่งเป้าไปที่การเสริมความแข็งแรงของผิว การต้านผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่จะมาทำลายผิว ไม่ว่าจะจากแสงแดด ฝุ่นมลภาวะในเมือง การพักผ่อนไม่เป็นเวลา ช่วยปกป้องผิวและเสริมให้ผิวทำงานอย่างที่ควรจะเป็น สูตรใหม่แค่เพิ่มคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอยเข้ามาให้มากขึ้นและปรับเนื้อสัมผัสที่ให้ความชุ่มชื้นในทันทีและในระยะยาวที่ดีขึ้น แพคเกจสวยขึ้น ราคาเท่าเดิม คนที่ใช้อยู่แล้วก็จะใช้ต่อไปอย่างไม่มีปัญหา สำหรับที่เคยใช้สูตรเดิมแล้วรู้สึกว่ามันมีเนื้อที่เข้มข้นแต่ให้ความชุ่มชื้นไม่มากพอ เราว่าตัวนี้ปรับปรุงในส่วนนี้ดีขึ้นล่ะ

ในเรื่องแพคเกจจิ้งเรามองว่าขวดแก้วก็ดีในเรื่องของการรีไซเคิลที่ง่าย และมันก็ให้สัมผัสที่หรูหรากว่า แต่ถ้าใครจะพกไปใช้เวลาเดินทางหรือไปยิมเพื่ออกกำลังกายก็อาจจะหนักขึ้นสักหน่อย แต่เขาก็มีขนาดเดินทางที่เล็กกว่าให้เป็นตัวเลือกด้วยไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือได้มาเป็น Gift With Purchase

ใครที่สนใจก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่เคาน์เตอร์ Estee Lauder และร้านความงามชั้นนำทุกช่องทาง หรือทาง www.esteelauder.co.th ได้เลยจ้า

สำหรับคำถามว่า “จะแพ้มั้ย” “ใช้แล้วอุดตันรึเปล่า?” เป็นคำตอบที่ปูเป้บอกไม่ได้ครับ อาการแพ้เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปในทุก ๆ คน สำหรับการอุดตันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวโดยรวมของแต่ละคนเอง นอกจากนี้คนเรายังไวต่อการอุดตันของสารแต่ละตัวไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นก่อนจะซื้อผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม ควรทดสอบและทดลองใช้ก่อนทุกครั้ง

***Sponsored Item***

Estee Lauder : Advanced Night Repair Synchronized Multi-Recovery Complex
Price :  50ml / 4,700 BAHT
Skin Type : All Skin Type
Outstanding :  Barrier Repair / Antioxidant / Anti-Aging / Hydration / Anti-Pollution

Estee Lauder : Advanced Night Repair Synchronized Multi-Recovery Complex
FORMULA
GENTLENESS
SENSORY
RESULT
PUPE LOVE IT
PROS
  • สูตรใหม่เพิ่มคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอยให้เด่นชัดขึ้น ในราคาเท่าเดิม
  • เทคโนโลยีพื้นฐานครอบคลุมหลายด้านที่ผิวต้องการ ทำให้ผิวแข็งแรง ต้านผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ลดการระคายเคือง ผิวชุ่มชื้นขึ้น
  • ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
CONS
  • มีส่วนผสมของสี
  • ส่วนตัวอยากให้เนื้อบางเบาลงได้มากกว่านี้อีกโดยที่ยังให้ควาชุ่มชื้นดีเท่าเดิม จะข่วยให้เลเยอร์ผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น
4.0Overall Score

Related Posts